ศาลเจ้าจอมปากช่อง (ปู่จอม)


ศาลเจ้าจอมปากช่อง (ปู่จอม)
เมื่อสมัยก่อนสภาพภูมิประเทศของเทือกเขาภูเวียงมีลักษณะเป็นภูเขารูปแอ่งคล้ายปล่องภูเขาไฟหรือกระทะ
คว่ำ เมื่อร้อยปีในอดีต สถานที่ราชการรวมถึงที่ว่าการอำเภอภูเวียง ตั้งอยู่บนที่ราบลุ่มในหุบเขาภูเวียง
ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2491 นายจรุง อุทะนุต นายอำเภอภูเวียงขณะนั้นได้ย้ายที่ว่าการอำเภอภูเวียงออกมาตั้ง
อยู่นอกหุบเขา (คือที่ตั้งอำเภอในปัจจุบัน) โดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ที่ราบลุ่มในเขตหุบเขาภูเวียงประกอบ
ไปด้วย 3 ตำบล มีเทือกเขาำูภูเวียงล้อมรอบ มีลักษณะแปลกมาก เป็นรูปทรงรีคล้ายพญานาคยักษ์ นอนขดตัว
เป็นวงกลม เว้นช่องว่างระหว่างหัวกับหางไว้ราวหกเมตรเศษ บริเวณนี้เรียกสืบต่อกันมาว่า "ปากช่อง"

 

ประวัติพระยานรินทร์ “เจ้าจอมปากช่องภูเวียง”
--------------------------------------
แผ่นดินอีสานเดิมในอดีตเป็นเขตแดนของราชอาณาจักรล้านช้าง ต่อมาอาณาจักรล้านช้างได้แยกเป็น
3 อาณาจักรในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย คืออาณาจักรล้านช้างหลวงพระบาง อาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์
และอาณาจักรจำปาศักดิ์ และได้ตกเป็นเมืองประเทศราชของไทย ในสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อประมาณ
พ.ศ.2321- 2322 เมื่อพระเจ้าศิริบุญสารแห่งกรุงเวียงจันทน์ พ่ายแพ้สงครามแก่
กองทัพเจ้าตากสินมหาราชแห่งกรุงธนบุรี ซึ่งมีเจ้าพระยามหากษัตรย์ศึกเป็นแม่ทัพ
ตามประเพณีสงครามแต่เดิมนั้นหากเมืองใดพ่ายแพ้การศึก
กองทัพฝ่ายที่ชนะจะกวาดต้อนผู้คนพลเมืองรวมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ของอีกฝ่ายหนึ่งมายังเมืองของตน
เพื่อประโยชน์ต่าง ๆ เช่น เป็นตัวประกันไม่ให้ฝ่ายหนึ่งตั้งตนแข็งข้อขึ้นอีก
บางส่วนก็ให้เป็นผู้ใช้แรงงานหรือประกอบอาชีพเกษตรเพื่อส่งส่วยหรือภาษีให้ฝ่ายชนะ
และในที่สุดก็ถูกกลืนกลายเป็นพลเมืองของฝ่ายนั้น
ในคราวที่กรุงเวียงจันทน์ตกเป็นเมืองประเทศราชของไทยในครั้งนั้น
กองทัพไทยก็กวาดต้อนผู้คนพลเมืองของนครเวียงจันทน์
รวมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ของพระเจ้าศิริบุญสารมายังกรุงธนบุรี
ประชาชนพลเมืองซึ่งเป็นสามัญชนให้ปักรกรากอยู่ที่เมืองสระบุรี
เฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์เท่านั้นที่นำไปถวายแก่พระเจ้ากรุงธนบุรี ในจำนวนนี้มีเจ้าอนุวงศ์
พระโอรสองค์ที่ 3 ของพระเจ้าศิริบุญสาร ซึ่งขณะนั้นพระชนมายุประมาณ 9 ชันษา รวมอยู่ด้วย
ปี พ.ศ.2346 เจ้าอนุวงศ์ ขณะอายุได้ 37 ปี ได้ขึ้นครองราชย์สมบัติในนครเวียงจันทน์
ตรงกับสมัยราชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีพระนามตามศิลาจารึกว่า พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ 3 หรือ
พระสีหะตะนุ แต่คนทั้งหลายเรียกว่าพระเจ้าอนุ
พระเจ้าอนุเป็นกษัตริย์ผู้สามารถและมีความเข้มแข็งในการสงคราม ทั้งมีความรักชาติและรักอิสระภาพ
จึงพยายามที่จะประกาศอิสระภาพ โดยคิดแยกแผ่นดินอีสานกลับไปเป็นของลาวดังเดิม ในปี พ.ศ.2369
ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
พระองค์จึงสั่งให้เจ้าราชวงศ์ยกกองทัพลาวลงไปกวาดต้อนครอบครัวลาวที่กองทัพไทยเคยกวาดต้อนไปไว้ที่เมือง
สระบุรีคืนนครเวียงจันทน์ ส่วนพระองค์ก็ลงไปกวาดต้อนครอบครัวเมืองโคราช ฝ่ายกรุงเทพฯ
เมื่อทราบว่าพระเจ้าอนุแข็งเมืองและยกพลลงมากวาดต้อนครอบครัวลาวคืนนครเวียงจันทน์
จึงส่งกองทัพออกติดตามตีกองทัพพระเจ้าอนุและเจ้าราชวงศ์จนถึงนครเวียงจันทน์
ในที่สุดพระเจ้าอนุก็ถูกกองทัพไทยจับได้และถูกส่งลงไปกรุงเทพฯ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์
และสิ้นพระชนม์อยู่ที่กรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ.2371
พระยานรินทร์ : แม่ทัพเอกของฝ่ายลาว
พระยานรินทร์ อดีตเป็นเจ้าเมืองสี่มุม (อำเภอจตุรัส จังหวัดชัยภูมิ ในปัจจุบัน)
ในประวัติศาสตร์การรบพุ่งระหว่างไทยกับลาว ในปี พ.ศ.2369 ตามคำให้การของพระยานรินทร์สรุปได้ความว่า
เจ้าอนุวงศ์ได้แต่งตั้งให้พระยานรินทร์เป็นเจ้าเมืองหนองบัวลำภู
และให้ตั้งค่ายทัพที่หนองบัวลำภูเพื่อต่อสู้กับกองทัพกรุงเทพฯ ด้วยไม้จริงยาว 30 เส้น กว้าง 16 เส้น
ให้ท่านพร้อมปลัดหนองบัวลำภูคนเก่า อ้ายวรจักรบ้านบัว อ้ายมหาองค์บ้านเทวี อ้ายอุปราชบ้านภูเวียง
อ้ายวรวงศ์บ้านมะโดด อ้ายตะนามบ้านลำภู คุมไพร่ครัว 1,800 คน ปืนคาบศิลา 300 กระบอก อยู่รักษาค่าย
จัดครัวเมืองโคราชที่ไว้ใจได้ 30 ครัว ชายหญิงประมาณ 70 คน พร้อมกับครัวของท่านอีก 1,000 คน เศษ
และนอกจากนี้เจ้าอนุวงศ์ยังจัดกำลังคนและปืนคาบศิลาจากเมืองชลบท และเมืองขอนแก่น
จำนวนหนึ่งมาช่วยรักษาค่ายและตามรายทางอีกมาก
ในการรบครั้งนั้นฝ่ายเวียงจันทน์ได้รับความพ่ายแพ้แก่กองทัพกรุงเทพฯ ในที่สุด
ในนิราศทัพเวียงจันทน์ของหม่อมเจ้าทับในกรมหลวงเสนีย์บริรักษ์
แต่งเมื่อกองทัพหลวงของไทยซึ่งมีกรมพระราชวังบวรฯ ในรัชกาลที่ 3 เป็นจอมทัพยกไปตีเวียงจันทน์
ได้กล่าวถึงภูเวียง ดังนี้

“ ทัพเดียวโดดเด่นไปกลางชัฎ
ละเลาะลัดลับที่ใบไม้หนา
ดาดาษกลาดกลางอรัญญา
พวกโยธาโห่ร้องอยู่ก้องไพร
ก็ลุล่วงภูเวียงวงสิงขร
พี่อาวรณ์พิศวงให้หลงใหล
ดูละหานธารถ้ำอันอำไพ
ที่วงในบ้านเคียงอยู่เรียงราย
มีทางเดินแห่งเดียวที่ผาขาด
ดุจเข่าคันธมาศอันเฉิดฉาย
ข้างรอบนอกพื้นผาศิลาทราย
เป็นที่หมายของอนุสำนักพล
ตั้งพลับพลาไว้ที่หน้าเนินสิงขร
พำนักนอนเมื่อดำเนินออกเดินหน
แล้วพานางนวลอนงค์ลงสรงชล
เก็บอุบลบุษบาในวารี
แล้วเล่นไล่โคถึกมฤคมาศ
เที่ยวประพาสนกไม้ในไพรศรี
สำรวญใจไพร่พลมนตรี
แล้วจรลีแรมรอนเที่ยวนอนไพร
พอทัพถึงสิงขรเป็นที่ชัน
ก็ตั้งมั่นมุ่งหาที่อาศัย
โปรดให้กองพระเสนานั้นคลาไคล
ขยับไปตั้งรับอยู่ลำพอง”

ในประวัติศาสตร์การรบพุ่งในครั้งนั้น มีการกล่าวถึงพระยานรินทร์ว่า
เป็นผู้มีฝีมือในการรบ จิตใจเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ ต่อสู้จนไพร่พลแตกหนีหมด
เหลือแต่ตัวกับหลานชายและพลทหารอีก 6 คน จึงถูกจับได้ ฝ่ายไทยเห็นความเป็นยอดนักรบจึงเสนอขอชุบเลี้ยง
จะให้ตำแหน่งเป็นแม่ทัพตามเดิม แต่พระยานรินทร์ขอตายอย่าสมเกียรติแม่ทัพ
คือให้เอาช้างแทงเสียโดยไม่สะทกสะท้าน และได้มีการจัดการศพเหมือนเชลยทั่วไป
ภายหลังจึงได้สร้างศาลเจ้าให้เป็นที่สิงสถิตเป็นเป็นที่เคารพสักการะของคนทั่วไป ณ บริเวณปากช่องภูเวียง
เมื่อปี พ.ศ.2506 สมัยนายศิริ ปรัชญา นายอำเภอภูเวียง
ในขณะนั้น คนทั่วไปเรียกว่า “ศาลเจ้าจอม” คือเป็นศาลเจ้าของจอมคนจริงๆ
ศาลนี้ประชาชนทั่วไปทั้งใกล้ไกลให้ความเคารพว่าทรงความศักดิ์สิทธิ์มาก
ต่อมาศาลเจ้าจอมปากช่องภูเวียงได้รับการบูรณะครั้งใหญ่โดยการสนับสนุนของพลเอก ดร. จารุภัทร เรืองสุวรรณ
กรรมการเลือกตั้ง ได้ย้ายศาลขึ้นไปอยู่สูงขึ้นไปอีกและศาลใหม่มีความสง่างามสมเกียรติ
ได้ทำพิธีสมโภชในบุญเดือนหกเปิดฟ้าเมืองภูเวียง เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2548
ในนิราศทัพเวียงจันทน์ ของหม่อมเจ้าทับในกรมหลวงเสนีย์บริรักษ์ ฯ
ได้กล่าวถึงพระยานรินทร์ ดังนี้

“ แต่ตัวนายโยธาพระยานรินทร์
ครั้นไพร่พลไปสิ้นก็ขัดขวาง
ขึ้นขี่ขับนางม้าเป็นท่าทาง
ออกวิ่งวางจะขึ้นบนคีรี
กองพระยากลาโหมเข้าโจมจับ
พวกกองทัพติดพันไม่ทันหนี
ก็ตกม้าลงไปขัดปฐพี
พวกโยธีกลุ้มกลัดเข้ามัดมา
ถึงถวายบังคมบรมบาท
จอมณรงค์ทรงประภาษที่ปรึกษา
ให้ซักถามตามยุบลแต่ต้นมา
ได้กิจจาแจ้งจริงทุกสิ่งอัน”

ในหนังสือพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์
ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ได้บันทึกเรื่องราวการสู้รบของพระยานรินทร์ไว้ว่า
“ ครั้น ณ เดือน 6 ขึ้น 10 ค่ำ ทัพหลวงก็ยกจากเมืองนครราชสีมาขึ้นไปตั้งอยู่น้ำเซิน
ทัพหน้าเข้าตีค่ายหนองบัวลำภู แต่ ณ วันอังคาร เดือน 6 ขึ้น 6 ค่ำ
พระยานรินทร์แม่ทัพลาวได้สู้รบทัพไทยเป็นสามารถ ทัพไทยตีค่ายหนองบัวลำภูแตก แต่ ณ วันศุกร์ เดือน 6
ขึ้น 9 ค่ำ ( ตรงกับวันที่ 4 พฦษภาคม 2369) จับได้พระยานรินทร์ส่งตัวมาทัพหลวง
รับสั่งให้ถามพระยานรินทร์ว่า จะเลี้ยงจะอยู่หรือไม่อยู่ พระยานรินทร์ไม่สวามิภักดิ์
ก็โปรดให้เอาช้างแทงเสีย”
----------------------------------------------------
อ้างถึง
วรพงศ์ อินทพรหม : รวบรวมและเรียบเรียง
16 กันยายน 2548
เอกสารที่ใช้ค้นคว้ารวบรวม
1. หนังสือศิลปวัฒนธรรม ฉบับพิเศษ “ประวัติศาสตร์ลาว” มหาสิลา วีระวงส์ ผู้เรียบเรียง
สมหมาย เปรมจิตต์ ผู้แปล ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 : กรกฎาคม 2540
2. หนังสือภูเวียง : อุทยานประวัติศาสตร์ สุพร สิริพัฒน์ ผู้รวบรวม ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 :พฤศจิกายน 2528

 

 
สถานีตำรวจภูธรภูเวียง จังหวัดขอนแก่น
http://phuwiang.khonkaen.police.go.th
โทร.0-4329-1233 โทรสาร.0-4329-1111
webmaster [email protected]